www.Stats.in.th

หลักสูตร



หลักสูตร สถาบันสอนศิลปะภูศิลป์ (Thinking Skill through Art)


ศิลปะเด็กเล็ก(Preschool Art) อายุ 2-3 ปี
เน้นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เรียนรู้การวาด การใช้สี การใช้วัสดุที่หลากหลาย พัฒนากล้ามเนื้อมือ เพื่อต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในด้านอื่นๆ

 

ศิลปะเด็กเล็ก(Preschool Art) อายุ 3-4 ปี

เน้นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เรียนรู้การวาด การใช้สี การใช้วัสดุที่หลากหลาย พัฒนากล้ามเนื้อมือ เพื่อต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในด้านอื่นๆ


ศิลปะเด็ก (ฺBrainy Art) อายุ 4-12 ปี
ศิลปะเพื่อพัฒนาสมอง และทักษะการคิด เน้นความเข้าใจในทฤษฎีทางศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติ การฝึกฝนระบบความคิดในด้านจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดสังเคราะห์ วิเคราะห์ ฯลฯ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายผ่านงานวาดรูป ระบายสี งานปั้น งานประดิษฐ์ งานพิมพ์ภาพ โดยคุณครูจะดูเด็กเป็นรายบุคคลและพัฒนาตามความสามารถ และศักยภาพของเด็กแต่ละคน

หลักสูตรที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนา IQ, EQ, PQ, AQและ CQ (ความสามารถพิเศษด้านความคิดสร้างสรรค์) ได้อย่างแท้จริง

Teenage Art (อายุ 10 ปี ขึ้นไป และบุคคลทั่วไป)
สอนเทคนิคการวาดภาพ Drawing, สีน้ำ, สีน้ำมัน, สีไม้, สีโปสเตอร์, สีชอล์ก, สีอะคริลิก, การวาดการ์ตูน
และอื่นๆ

Art for Ent' (ติวเอนทรานต์ ม.1-ม.6)
เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะสถาปัตย์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ มัณฑณศิลป์ นิเทศศิลป์ ในสถาบันต่างๆ เช่น
จุฬา ศิลปากร ธรรมศาสตร์ เพาะช่าง ลาดกระบัง ฯลฯ

 

ศิลปะสำหรับเด็กพิเศษ (Miracle Art)
ผสมผสานการบำบัด และพัฒนาศักยภาพ โดยผ่านกระบวนการทางศิลปะ

เทควันโด (Taekwondo)สำหรับเด็ก 4 ปีขึ้นไป และ บุคคลทั่วไป

หลักสูตรการสอนจากประเทศเกาหลี ดำเนินการสอนโดยครูจากสมาคม YWCA เด็กสามารถสอบสาย และรับใบประกาศนียบัตรได้เลยที่สถาบันฯ

 

ศิลปะช่วยให้ลูกเก่งคณิตศาสตร์ได้

โดยทั่วไปเราจะเห็นกันว่า ศิลปะกับคณิตศาสตร์ คือเรื่องที่ตรงข้ามกันยากจะหาคนที่เก่งทั้งสองเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าเราพิจารณากันอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า ในเรื่องของศิลปะกลับมีคณิตศาสตร์เข้าไปอยู่มากมาย และความสามารถทางศิลปะก็มีส่วนช่วยให้ความสามารถทางคณิตศาสตร์โดดเด่นขึ้นด้วย
ทั้งนี้เพราะในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานปั้น งานสาน งานเย็บปักถักร้อยต่างๆ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนสามารถเชื่อมประสานได้กับการเรียนคณิตศาสตร์ เช่น เราจะวาดภาพ 1 ภาพ มีต้นไม้ 1 ต้น บ้าน 1 หลัง บ่อน้ำ 1 บ่อ และคน 3 คน พร้อมดวงอาทิตย์ 1 ดวง นอกจากลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของรูปทรง และรูปร่างของสิ่งของต่างๆ เหล่านี้แล้ว ลูกยังได้เรียนรู้เรื่องเลข เช่น เลข 1 และเลข 3
นอกจากนั้น ลูกยังเข้าใจเรื่องของปริมาตรเล็ก ใหญ่ เช่น ต้นไม้จะมีขนาดใหญ่กว่าบ้าน หรือคนตัวจะเล็กกว่าต้นไม้ และมิติสัมพันธ์ว่าบ้านจะอยู่ลึกเข้าไป โดยมีบ่อหน้าตั้งอยู่ตรงกลางหน้าบ้านไปโดยไม่รู้ตัวด้วย

เก่งเลขในที่นี้คืออะไร ?
คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคิดไปนะคะว่า เก่งเลขในที่นี้คือการคำนวณเก่ง คิดสูตรเลขคณิตได้เร็ว เพราะการเก่งเลขขณะที่เรียนรู้ศิลปะไปด้วยนั้น เป็นหลักคณิตศาสตร์พื้นฐานง่ายๆ เท่านั้นค่ะ เช่น ลูกเราวาดรูปบ้าน 1 หลัง ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องลักษณะของบ้าน และจำนวน 1 ไปพร้อมๆ กัน
อีกอย่างหนึ่ง “เลข” ในที่นี้ยังหมายรวมถึงเรื่องรูปทรงที่แตกต่าง เช่น เล็ก ใหญ่ สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ถ้าเราวาดรูป 1 รูปให้ลูกดู อาจจะมีทั้งดวงอาทิตย์ คลื่นทะเล เรือใบ เก้าอี้ชายหาด ภาพวาดทั้งหมดจะมีรูปทรงที่แตกต่างกัน ก็สอนลูกเรื่องรูปทรงไป
แต่เอ...ทำไมเรือใบถึงอยู่ลึกเข้าไปในภาพเมื่อเปรียบเทียบกับคลื่นทะเล หรือทำไมเก้าอี้ชายหาดถึงอยู่ใกล้ตาเรามากกว่าตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่อยู่ไกลออกไป นั่นคือเรื่องของมิติสัมพันธ์ล่ะค่ะ
เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสร้างความเข้าใจเรื่องคณิตศาสตร์ให้ลูก ซึ่งลูกก็จะไปต่อยอดเรียนรู้เรื่องสูตรเลขคณิต หรือการคำนวณที่ยากขึ้น หรือการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลเมื่อโตขึ้นค่ะ

พ่อแม่ไม่เก่งศิลปะเลย ...ลูกจะเก่งเลขได้ไหม ?
คำถามนี้อาจมีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านสงสัย รศ.ดร.กุลยา ตันติผลาชีวะ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า เรื่องจะวาดรูปเก่ง หรือทำงานศิลปะดีหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญค่ะ เพราะเพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่มีเวลาหากิจกรรม เช่น ตัดปะกระดาษกับลูก หรือปั้นแป้งโดหรือแค่เพียงระบายสีลงบนกระดาษขาว แค่นี้ก็ถือว่าเป็นงานศิลปะภายในบ้าน ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถร่วมกันทำได้ เรียนรู้เรื่องความสวยงามและเรื่องเลขไปได้ในตัว โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรให้มากมายเลย

สอนลูกเรื่องเลขผ่านศิลปะได้เมื่อไหร่
เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอายุ 2-3 ขวบไปเลยค่ะ เช่น ลูกอายุ 3 ขวบ เราเพียงให้ลูกวาดรูปขึ้นมาสัก 1 รูป โดยแนะนำให้เขานิดๆ หน่อยๆ เช่น เราอยากให้เขาวาดรูปบ้านให้ดูสักหน่อย ซึ่งตัวบ้านจะเล็ก ใหญ่ เหมือนหรือต่างจากของจริงอย่างไรก็ได้ เรื่องนี้อย่างน้อยลูกก็ได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงและสี ยิ่งถ้าเราให้ลูกวาดบ้านสัก 2-3 หลัง ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้เรื่องตัวเลขไปทีละน้อย แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ ยึดความสนใจและความสนุกสนานของลูกเป็นหลักนะคะ
พอลูกโตขึ้นมาอีกสักหน่อย เราสามารถเพิ่มความยากในเรื่องงานศิลปะให้เขาได้ เช่น จากวาดรูประบายสีก็อาจจะพัฒนาไปเป็นการปั้นดินน้ำมันให้เป็นรูปทรงต่างๆ เช่น รูปสัตว์ หรือรูปสิ่งของ ตรงนี้จะช่วยลูกเรื่องความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการคิดคำนวณปริมาตรของวัตถุ เช่น ขนาดขาหรือแขนสัตว์ ควรเป็นรูปทรงที่ใหญ่หรือเล็ก เป็นต้น
เมื่อถึงวัยที่ลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถคิดหางานศิลปะที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการของลูก เช่น หางานเย็บปักถักร้อยมาให้ลูกได้ทำ หรือหาหินก้อนเล็กๆ มาให้ลูกวาดรูปลงบนนั้น ฯลฯ กิจกรรมงานศิลปะที่ยกมานี้ต้องอาศัยกล้ามเนื้อแขนและขาที่มั่นคงพอสมควร ทั้งการทำงานระหว่างตาและมือจะเริ่มประสานกันได้มากขึ้นกว่าเด็กเล็กๆ ค่ะ

สอนลูกด้วยศิลปะหลากหลายแบบ
อาจารย์กุลยาแนะนำดังนี้ค่ะ
1. ศิลปะย้ำ เช่น สมมติว่าลูกเห็นตัวเลข 1 ที่เราเขียนลงบนกระดาษ เขาจะรู้ว่าตัวเลขนี้เรียกว่าอะไร พอไปเห็นภาพวาดแม่ไก่ 1 ตัว พร้อมตัวเลข 1 กำกับอยู่ข้างๆ นั่นเท่ากับเป็นการย้ำการเชื่อมโยง จำนวนที่สัมพันธ์กับตัวเลข 1 ให้ลูกอีกครั้งว่านี่คือเลขอะไร และความหมายของตัวเลขนี้คืออะไร ต่อไปเมื่อลูกเห็นตัวเลขนี้อีกลูกจะจำได้เองค่ะ
2. ศิลปะถ่ายโยง คือการเอางานศิลปะมาถ่ายโยงสู่สภาพจริงตรงนี้อาจารย์กุลยายกตัวอย่าง จากประเทศญี่ปุ่นที่ออกแบบรูปแอปเปิ้ลสีแดงที่มีรอยปะมาหลายๆ ลูกด้วยกัน ต่อจากนั้นให้เด็กๆ ค่อยๆ ฉีกผลแอปเปิ้ลตามรอยปะทีละคนสองคน โดยใครฉีกได้หนึ่งผลก็นำมาใส่ตะกร้าเอาไว้
งานศิลปะชิ้นนี้นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้ว่าผลแอปเปิ้ลมีลักษณะอย่างไรแล้ว เขายังได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและความเพลิดเพลินในการฉีกและนำมาใส่ตะกร้าด้วยค่ะ
3. ศิลปะปรับภาพ ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงจากลูกน้อยพอสมควรนะคะ เช่น ลูกควรมีภาพในหัวอยู่บ้างว่าใบมะขามหรือดอกกุหลาบมีลักษณะอย่างไร ครั้นพอเราลองวาดกิ่งไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ลงบนกระดาษเปล่าๆ แล้วให้ลูกวาดดอกกุหลาบให้ดู
ลูกจะเริ่มเชื่อมโยงและเริ่มคิดถึงภาพในห้วงสำนึก ต่อจากนั้นเขาจะวาดรูปนั้นๆ ออกมาได้เองค่ะ เรียกว่าได้ใช้จินตนาการส่วนตัวต่อเติมชิ้นงานจากภาพเดิมที่เคยรับรู้ ศิลปะแบบนี้ต้องเริ่มจากการที่เราให้ลูก ได้มีโอกาสเห็นและสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วยค่ะ
4. ศิลปะเปลี่ยนแบบ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ตรงและความรู้พื้นฐานของลูกอยู่สักหน่อยค่ะ เช่น เราเอาใบไม้มาขยี้ให้เป็นรูปทรงอีกรูปทรงหนึ่ง ต่อจากนั้นเราอาจจะให้ลูกลองนำใบไม้ที่ถูกขยี้มาตัดแปะ เป็นงานศิลปะชิ้นใหม่บนกระดาษขาว แค่นี้ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้แล้วค่ะว่า สิ่งของเมื่อเปลี่ยนรูปทรงสามารถดัดแปลงเป็นสิ่งของชิ้นใหม่ได้
5. ศิลปะแบบบูรณาการ เด็กจะเริ่มคิดค้นประดิษฐ์งานศิลปะด้วยตัวเอง เช่น สร้างต้นไม้เล็กๆ ขึ้นเองจากกิ่งไม้เล็กๆ หลายๆ กิ่งด้วยกัน หรือสร้างก้อนหินจากกระดาษทิชชูที่ปั้นเป็นก้อนๆ

 

6Q ที่ควรรู้ (IQ EQ CQ MQ PQ AQ)
ความ ฉลาดทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ การใช้เหตุผล การเชื่อมโยงปัจจัยที่มีผลต่อ IQ ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือพันธุกรรม ส่วนที่สามารถควบคุมได้ คือภาวะโภชนาการ สภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม จะเห็นว่าเราควบคุม IQ ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ต่างจาก Q อื่นๆ ซึ่งควบคุมได้ง่ายกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูโดยตรง ปัจจุบันนักวิจัยยืนยันว่า IQ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต เช่น การทำงาน การเรียนแค่ 20% เท่านั้น

EQ : Emotional Quotient
ความ ฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักรอคอย รู้จักกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สถานการณ์รอบข้างได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีแรงจูงใจ อยากประสบความสำเร็จ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง รายงานการศึกษาหลายชิ้นสรุปตรงกันว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและอาชีพการงาน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปล้วนแต่มี EQ ดีทั้งสิ้น และสิ่งที่น่าดีใจก็คือ EQ สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้ด้วยเหตุนี้คนจึงหันมาให้ความ สำคัญกับ EQ กันมาก ว่ากันจริงๆ แล้ว EQ ค่อนข้างกว้างมาก น่าจะเป็นหัวข้อใหญ่ที่ครอบคลุม Q ต่างๆ ได้ทั้งหมด และพ่อแม่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะลงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พอพูดถึง EQ ก็มักจะมุ่งไปที่การเป็นเด็กอารมณ์ดีซะมาก จนอาจมองข้ามรายละเอียดบางข้อที่มีประโยชน์กับเด็ก เช่น การปลูกฝังกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย เด็กจะสามารถควบคุมตัวเองได้ต่อเมื่อพ่อแม่ฝึกระเบียบวินัยให้ รู้จักควบคุมลูก พูดง่ายๆ คือไม่ตามใจในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งพบความสัมพันธ์ว่า เด็กที่พ่อแม่สอนเรื่องระเบียบวินัยดีๆ มักจะเป็นเด็กซึ่งมี EQ ดีตามมา

CQ : Creativity Quotient
ความ ฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ CQ จะสัมพันธ์กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์
การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มี เวลาเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น

MQ : Moral Quotient
ความ ฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือมีความประพฤติดี รู้จักผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีจริยธรรม เป็นแนวคิดที่มุ่งตอบคำถามว่าการที่เรามีคนที่ IQ ดี EQ สูง แต่ถ้ามีระดับคุณธรรมจริยธรรมต่ำก็อาจใช้ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็ เป็นได้ MQ จึงเน้นเรื่องการปลูกฝังความดีงามให้กับเด็ก ซึ่งตรงกับหลักศาสนาหลายศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี เด็กที่มี MQ ดีมักเป็นเด็กเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเมื่อโตขึ้นจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย การที่เด็กจะมี MQ เกิดขึ้นได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการที่เด็กรู้จักถูกผิด สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ ซึ่งจะใช้วิธีการบอกด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแสดงให้เด็กเห็นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการสอนด้วยจึงจะได้ผล


PQ : Play Quotient
ความ ฉลาดที่เกิดจากการเล่น เกิดจากความเชื่อที่ว่าการเล่นพัฒนาความสามารถของเด็กได้หลายด้าน ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย ความเฉลียวฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์และสังคม PQ จึงเน้น ให้พ่อแม่เล่นกับลูก ถึงกับมีคำพูดที่ว่าพ่อแม่เป็นอุปกรณ์การเล่นที่ดีที่สุดของลูก การที่พ่อแม่ให้ลูกขี่คอ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนหา เล่านิทาน สามารถสร้างเสริมพัฒนาลูกได้ดีกว่าของเล่นพัฒนาการแพงๆ เพราะนอกจากพัฒนาการด้านร่างกายและสติปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ลูกยังได้รับความรู้สึกอบอุ่น มีความสุขไปพร้อมกับคำสอน หลักคิดต่างๆ ที่สอดแทรกระหว่างที่เล่นด้วย

AQ : Adversity Quotient
ความ ฉลาดในการแก้ไขปัญหา คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี และพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหา เอาชนะอุปสรรคความยากลำบากด้วยตัวเอง ไม่ย่อท้อง่ายๆ จริงๆ แล้วความฉลาดในด้านนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้วิธีการมองและจัดการปัญหาจากผู้ใหญ่รอบข้าง ว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ต้องยอมจำนน เป็นโอกาสหรือเป็นเรื่องน่าท้าทาย แต่ก็อยู่ที่พ่อแม่ด้วยว่าจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกเผชิญกับการแก้ปัญหาด้วย ตัวเองหรือไม่